ศัพท์การตลาด 2026 รวม 43 คำที่ได้ใช้จริง พร้อมคำที่เลิกใช้แล้ว | Yes Web Design Studio

Share this article

Table of Contents

ลองนึกภาพว่านั่งอยู่ในห้องประชุม แล้วอีกฝั่งพูดขึ้นมาว่า
“CAC เราสูงกว่า LTV อยู่ ต้องขยับงบไป MOFU ก่อน
แล้วค่อยดู ROAS อีกทีปลายไตรมาส”
ถ้าฟังไม่ทันแล้วพยักหน้าตามไป
คนที่เสียเปรียบในบทสนทนานั้นไม่ใช่คนพูด

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่ควร
และมักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของใคร
คนในสายนี้พูดศัพท์กันจนชิน
ลืมไปว่าอีกฝั่งของโต๊ะไม่ได้อยู่ในสายนี้ทุกวัน

บทความนี้เลยไม่ได้จัดคำตามหมวดวิชาการ
เพราะเวลาทำงานไม่มีใครเปิดหาคำในหมวด “ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง”
มีแต่เปิดหาตอนอ่านรีพอร์ตแล้วไม่เข้าใจว่าตัวเลขนี้แปลว่าอะไร
เราจึงจัดหมวกหมู่ตาม จังหวะที่คุณจะเจอมัน
พร้อมอธิายให้เข้าใจด้วยว่าแต่ละคำ
มีจุดไหนที่คนฟังมักจะพลาด

 

คำตอบด่วน: ศัพท์การตลาดที่ต้องรู้จริง ๆ
มีไม่ถึงห้าสิบคำ
ที่เหลือ คือ คำที่ทำให้งานดูซับซ้อนกว่าที่เป็น
บทความนี้คัดมา 43 คำ
จัดกลุ่มตามจังหวะที่คุณจะเจอมันในงาน
พร้อมบอกจุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยของแต่ละคำ

 

บรรยากาศห้องประชุมที่มีหน้าจอแสดงคำศัพท์การตลาดหลักที่ต้องรู้

ตอนวางแผนงาน เริ่มทำ Plan/Picthing — 6 คำ

จุดเริ่มของทุกแผนคือ Target Audience (กลุ่มเป้าหมาย) ซึ่งคนมักใช้สลับกับ Buyer Persona ทั้งที่ไม่เหมือนกัน

  • Target Audience คือ กลุ่มเป้าหมายแบบกว้าง ๆ
    เช่น “ผู้หญิง 25–40 ในกรุงเทพฯ รายได้ปานกลางขึ้นไป”
  • Buyer Persona คือ ตัวละครหนึ่งคน
    ที่มีชื่อ อาชีพ ความกังวล และเหตุผลที่จะจ่ายเงิน
    เป็นกลุ่มเป้าหมาย หรือบุคคลที่มีข้อมูลละเอียดพอ
    ให้คนเขียนคอนเทนต์ แพลนเนอร์ ครีเอทีฟ รวมถึง Ads op ทำงานส่งตรงถึงคนเหล่านี้ได้เป๊ะ ๆ

ความต่างนี้สำคัญ! เพราะ Target Audience บอกได้แค่ว่าจะซื้อสื่อที่ไหน
แต่ Buyer Persona บอกว่าจะเขียนอะไร ทำสิ่งนี้ไปถึงคนแบบไหน
เพราะฉะนั้นแผนที่มีแค่ Target Audience เลยมักออกมาเป็นคอนเทนต์
ที่ติ๊กถูกกับหลัการทุกข้อแต่ไม่โดนใจใครเลย

 

 

  • Positioning คือ คำตอบว่าลูกค้าควรนึกถึงคุณ
    ในฐานะอะไร
  • Value Proposition คือ ประโยคเดียวที่บอกว่าเขา
    จะได้อะไร และทำไมต้องเป็นคุณ

ข้อทดสอบง่าย ๆ คือ ถ้าเขียน Value Proposition
ไม่จบในหนึ่งประโยค แปลว่ายังไม่ชัด
และไม่มีแอดตัวไหนช่วยได้
*งบยิ่งเยอะยิ่งเผาเร็วขึ้นเท่านั้น

 

 

อีกสองคำที่ยังใช้อยู่ และได้ยินบ่อย ๆ คือ:

  1. Market Share (ส่วนแบ่งตลาด)
  2. SWOT ซึ่งเป็นกรอบ
    ใช้วิเคราะห์จุดแข็ง–จุดอ่อน–โอกาส–อุปสรรค

สำหรับคำว่า SWOT:
จะมีประโยชน์เฉพาะเมื่อทุกช่อง
นำไปสู่การตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่ง
ถ้าเขียนครบแล้ว แต่ยังไม่มีจุดไหนที่พุ่งสูงขึ้น
นั่นอาจจะไม่ใช่การวิเคราะห์ที่นำไปใช้ทำ Marketing ได้

 

ตอนทำ SEO และยิงแอด — 10 คำ

  • SEO — การทำบทความ
    เพื่อให้เว็บติดผลค้นหาบน Search Engine แบบไม่จ่ายเงิน
  • Keyword Intent — คำที่ใกล้เคียงกับคำหลักที่ใช้เขียน
    แต่เจตนาต่างกันคนละเรื่อง:
    เช่น “รับทำเว็บไซต์ ราคา” คือ คนพร้อมจ้าง
    แต่ “ทำเว็บเองยังไง” คือ คนไม่จ้าง
    ถ้าทำคอนเทนต์ด้วยคำที่สองแล้วหวังยอดขาย
    จะได้ทราฟฟิกสวยแต่ไม่มีใครทัก
  • Long-tail Keyword — คำค้นหาที่มีความยาว
    และเฉพาะเจาะจง มีคนใช้ค้นน้อย
    แต่หลาย ๆ ครั้งก็ช่วยให้ SEO ติดอันดับ
    ได้ง่ายกว่า
  • Backlink — ลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเรา
    ซึ่งหากใช้เครื่องมือค้นหา
    และพบว่ามีจำนวนลิงก์เยอะ
    นั่นไม่ได้หมายความว่าเป็นลิงก์ที่มีคุณภาพเสมอไป
  • SERP — หน้าจอแสดงผลลัพธ์ของระบบค้นหา
    เมื่อพิมพ์คำหรือข้อความลงไปเพื่อหาข้อมูล
    และจะปรากฏขึ้นบน Google หรือ Bing
  • PPC (Pay-Per-Click) — หนึ่งในประเภทของการยิงโฆษณา
    ที่จะโดนเก็บเงินเมื่อมีคนคลิกเข้าไป
  • CPC (Cost Per Click) — เป็นระบบคิดเงินค่าโฆษณาออนไลน์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าต้นทุนต่อคลิกจริง
    ที่ผู้ยิงโฆษณาได้จ่ายไป
  • Remarketing — การยิงโฆษณาไปหากลุ่มคน
    ที่เคยเข้าเว็บแล้ว มักได้ตัวเลขสวยที่สุดในรีพอร์ต
    เพราะกลุ่มนี้รู้จักแบรนด์อยู่แล้ว
    แต่จุดที่มักพลาด คือ เอาตัวเลขจากแคมเปญ remarketing ไปเทียบกับแคมเปญ
    ที่ใช้หาลูกค้าใหม่ แล้วสรุปว่าอันหลังทำได้แย่กว่า
  • UGC — คอนเทนต์ที่ลูกค้าทำเอง เช่น รีวิว คลิปแกะกล่อง
  • Content Pillar — หัวข้อหลักที่แบรนด์ยึดเป็นแกน
    ในการทำคอนเทนต์ประเภทต่าง ๆ
    แล้วแตกย่อยออกไป เพื่อให้งานเป็นไปในทางเดียวกัน

 

 

 

 

ตอนทำ Report — 10 คำ

หมวดนี้ คือ หมวดที่ถ้าเข้าใจผิดเมื่อไหร่
อาจจะเกิดการสื่อสารพลาดอย่ามหันต์
และอาจจะทำให้เสียเงินเพิ่ม หรือคิดตัวเลขผิดพลาดยกชุด

 

  1. Impression = จำนวนครั้งที่แอดถูกแสดง
    ไม่ใช่จำนวนคน คนเดียวเห็น 5 ครั้งนับ 5
  2. Reach = จำนวนคนที่เห็น
    Reach ต่ำกว่า Impression เสมอ
    ถ้ารายงานไหนกลับกัน แปลว่าอ่านผิดคอลัมน์
  3. CTR = อัตราคลิก
    ต่อการแสดงผลโฆษณา
    CTR สูงแต่ไม่มีใครซื้อ
    ปัญหาอาจจะอยู่ที่หน้าเว็บ ไม่ใช่แอด
  4. Conversion Rate = อัตราคนที่ทำสิ่งที่เราต้องการ
    คำนี้ต้องแล้วแต่การนิยามของทีม
    ว่า “สิ่งที่ต้องการ” คืออะไร เป็นการซื้อ
    หรือกรอกฟอร์ม
  5. CPA = ต้นทุนต่อการได้ 1 conversion
    เช่นเดียวกับ Conversion Rate
    ว่านิยาม conversion ว่าอะไร
    เทียบข้ามแคมเปญที่นิยามไม่เหมือนกันไม่ได้
  6. ROAS = ราคาต่อค่ายิงโฆษณา 1 บาท ไม่ใช่กำไร
  7. CAC = ต้นทุนเมื่อทีมได้ลูกค้าใหม่มา 1 คน
    ต้องรวมทั้งค่าคน และค่าเครื่องมือ
    ไม่ใช่แค่ค่าแอด
  8. CLV / LTV  = มูลค่าลูกค้า
    ตลอดอายุการเป็นลูกค้า
    ถ้า CAC สูงกว่า LTV คือ ยิ่งขายยิ่งขาดทุน
  9. Bounce Rate = สัดส่วนคนที่เข้ามาแล้วออกไปเลย
    ค่าสูงไม่ได้หมายความว่าแย่เสมอไป
    เพราะหน้าที่ตอบคำถามจบในหน้าเดียว
    ก็อาจจะมี bounce สูงตามธรรมชาติ
  10. A/B Testing – การทดสอบการยิงโฆษณา
    เปรียบเทียบระหว่างสองเวอร์ชัน
    ว่าภาพ / แคปชัน หรือครีเอทีฟแบบไหน
    เหมาะกับแคมเปญนั้น ๆ

 

“ROAS” คำที่มักเข้าใจผิดกันบ่อย ๆ ในหมวดการยิงโฆษณา

หลายคนมักคิดว่า “ROAS” แปลว่ากำไร แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่
นี่คือคำที่ถูกอ่านผิดบ่อยที่สุดใน เพราะฟังเผิน ๆ ก็ดูเหมือนตัวเลขกำไร
เช่น

เปรียบเทียบระหว่างตัวเลข-ROAS-และกำไร

 

สมมติมาร์จิ้นขั้นต้นของสินค้าอยู่ที่ 30% ถ้า ROAS เท่ากับ 3
หมายความว่าจ่ายค่าแอด 1 บาท ได้ยอดขายกลับมา 3 บาท
แต่ยอดขาย 3 บาทนั้นเหลือเป็นกำไรขั้นต้นแค่ 0.90 บาท
ซึ่งน้อยกว่าค่ายิงโฆษณา 1 บาทที่จ่ายไป

จุดคุ้มทุนจริง ๆ คือ 1 หารด้วยมาร์จิ้น
มาร์จิ้น 30% ต้องได้ ROAS เกิน 3.3 ขึ้นไป
ถึงจะเริ่มไม่ขาดทุน
*และนั่นยังไม่รวมค่าคน ค่าเครื่องมือ ค่าขนส่ง

ตัวเลขจุดคุ้มทุนของแต่ละธุรกิจไม่เท่ากัน

เพราะมาร์จิ้นไม่เท่ากัน ใครที่บอกว่า
“ROAS 3 ถือว่าดี” โดยไม่ถามมาร์จิ้นก่อน
คนนั้นอาจจะกำลังพูดถึงธุรกิจของคนอื่นอยู่ก็ได้

 

 

 

CAC กับ LTV ต้องดูคู่กันเสมอ

ตัวเลขเดี่ยว ๆ ไม่บอกอะไร CAC 800 บาทฟังดูแพง
ถ้าลูกค้าซื้อครั้งเดียว 500 บาท
แต่จะถูกมากถ้าลูกค้าอยู่กับเราสามปีและจ่ายรวม 15,000 บาท

 

ถ้าจะจำอัตราส่วนไว้หนึ่งอัน
ควรจำว่า: LTV ต้องมากกว่า CAC หลายเท่า
ไม่ใช่แค่มากกว่าเฉย ๆ
เพราะส่วนต่างนั้นต้องเลี้ยงทั้งบริษัท
ไม่ใช่แค่คุ้มค่าโฆษณา

 

 

ตอนคุยงาน B2B — 6 คำ

Lead คือ คนที่แสดงความสนใจแล้ว ซึ่งแบ่งเป็น:

  • MQL (ฝ่ายการตลาดเห็นว่าน่าคุย) และ
  • SQL (ฝ่ายขายรับไปแล้วว่าคุยได้จริง)

ความต่างของสองคำนี้ คือ ต้นเหตุการเถียงกัน
ระหว่างทีมการตลาด กับทีมขายเกือบทุกองค์กร
ในรูปแบบเดิม ๆ คือ การตลาดบอกว่าส่ง lead ไปเป็นร้อย
ฝ่ายขายบอกว่าไม่มีอันไหนคุยได้ ทั้งสองฝ่ายพูดความจริง
เพราะไม่มีใครตกลงกันไว้ก่อน
ว่าเส้นแบ่งระหว่าง MQL กับ SQL อยู่ตรงไหน

*ถ้าองค์กรไหนกำลังเถียงเรื่องนี้อยู่
ทางออกไม่ใช่การหาเครื่องมือใหม่
แต่คือการนั่งลงเขียนนิยามร่วมกันหนึ่งหน้า
ว่า lead แบบไหนถึงส่งต่อได้

 

  • Pipeline คือ ภาพรวมดีลที่กำลังวิ่งอยู่แต่ละขั้น
  • ABM (Account-Based Marketing) คือ
    การเลือกบริษัทเป้าหมายมาไม่กี่ราย
    แล้วทำคอนเทนต์เจาะเฉพาะราย
    เหมาะกับดีลก้อนใหญ่ที่ปิดยาก
    ไม่เหมาะกับสินค้าที่ขายเยอะรายละน้อย
  • Sales Enablement คือของที่ทีมการตลาด
    ทำให้ทีมขายใช้ปิดงาน เช่น เคสสตัดดี้
    ใบเปรียบเทียบคู่แข่ง สไลด์นำเสนอ

 

 

 

คำที่เพิ่งเข้ามาในปี 2026 — 7 คำ

พฤติกรรมการค้นหาเปลี่ยนไปจริง
คนจำนวนมากไม่ได้จบที่หน้าผลค้นหาแบบเดิมแล้ว
บางส่วนอ่านคำตอบที่ AI สรุปให้ตรงนั้น
บางส่วนถาม ChatGPT ตั้งแต่ต้น
และไม่เคยแวะ Google เลย ทำให้เกิดคำใหม่สามคำที่มาด้วยกัน
นั่นคือ:

  • Zero-click search — ค้นแล้วได้คำตอบโดยไม่คลิกเข้าเว็บใคร
  • AEO (Answer Engine Optimization) — ทำคอนเทนต์ให้ถูกหยิบไปเป็นคำตอบ
  • GEO (Generative Engine Optimization) — ทำให้ AI อ้างอิงถึงแบรนด์เรา

ความแตกต่างของพฤติกรรมการค้นหาข้อมูล

 

สามคำนี้ไม่ได้มาแทน SEO แต่อย่างใด
เพราะวิธีใช้งาน / การแสดงผลบนหน้าจอ
มีความต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

  • SEO สู้เพื่ออันดับ
  • AEO กับ GEO สู้เพื่อการถูกยกไปอ้าง ในหน้า AI ต่าง ๆ
    ซึ่งมักจะเป็นผลการค้นหาที่ตอบคำถามตรง ๆ
    เป็นย่อหน้าสั้น ๆ  มีที่มาให้ไปอ่านต่ออย่างชัดเจน

 

 

  • AI Overviews คือ กล่องสรุปที่ Google แสดงเหนือผลค้นหา
    ถ้าคอนเทนต์ของคุณถูกยกไปอยู่ในนั้น
    จะได้ผลบวกในเรื่องของการค้นหา
    คนจะรู้จักแบรนด์ แต่อาจไม่ได้คลิก
    ซึ่งทำให้เปลี่ยนวิธีวัดผล SEO ไปเลย

*ทราฟฟิกลดลงแต่คนรู้จักมากขึ้น
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้พร้อมกัน
และ Report แบบเดิม ๆ มองไม่เห็น

 

และอีกสองคำมาจากเรื่องข้อมูล

  1. First-party data (ข้อมูลที่เก็บจากลูกค้าเราเอง
    เช่น ประวัติการซื้อ อีเมลที่สมัครรับข่าว)
  2. Zero-party data (ข้อมูลที่ลูกค้าตั้งใจให้เอง
    เช่น ตอบแบบสอบถามว่าสนใจสินค้าประเภทไหน)

ทั้งสองคำมาแรงเพราะการติดตามผู้ใช้ข้ามเว็บ
ทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในทางปฏิบัติแปลว่า
รายชื่อลูกค้าที่คุณเก็บเองมีค่ามากขึ้นทุกปี

สุดท้าย คือ คำว่า “Retail Media Network”
ที่หมายถึงการซื้อแอดในแพลตฟอร์มของผู้ค้าปลีกเอง
เช่น ยิงแอดในแอปร้านค้าที่คนกำลังจะกดซื้ออยู่แล้ว

  • ข้อดี คือ อยู่ใกล้จุดตัดสินใจที่สุด
  • ข้อเสีย คือ ข้อมูลอยู่ในมือเจ้าของแพลตฟอร์ม
    ไม่ใช่ของคุณ

 

 

 

คำที่เลิกพูดกันแล้ว — 5 คำ

ส่วนนี้มีประโยชน์กว่าที่คิด เพราะถ้ามีใครเสนอแผน
โดยใช้คำเหล่านี้เป็นจุดขายหลักในปี 2026
นั่นเป็นสัญญาณให้ถามต่อ

 

  • NFT Marketing และ DAO Marketing
    เงียบไปพร้อมกับตลาดคริปโตรอบนั้น
  • Metaverse Marketing
    งบส่วนใหญ่ย้ายไปลงกับ AI แทน
  • Holographic Marketing
    และ Brain-Computer Interface
    Marketing

    ยังเป็นงานวิจัย ไม่ใช่เครื่องมือที่ซื้อมาใช้กับแคมเปญได้

ไม่ได้แปลว่าคำเหล่านี้ผิดหรือจะไม่กลับมา
แต่การเอามาเป็นหัวข้อหลักของแผนการตลาดปีนี้
แปลว่าคนเสนอกำลังขายอนาคต ไม่ได้ขายผลลัพธ์

สังเกตอีกอย่าง: คำที่อยู่ได้นานมักเป็นคำที่อธิบาย
พฤติกรรมคน (Keyword Intent, Buyer Persona,
Customer Journey) ส่วนคำที่หายเร็ว
มักเป็นคำที่อธิบาย เทคโนโลยีเฉพาะตัว
พฤติกรรมคนเปลี่ยนช้ากว่าเครื่องมือเสมอ

 

 

3 คำถามที่ใช้เช็กได้ว่าอีกฝ่าย
เข้าใจศัพท์นั้น ๆ จริง หรือไม่?

ศัพท์ไม่ได้มีไว้ให้ท่อง มีไว้ให้ถามคำถามที่ถูก
ถ้าอยากรู้ว่าคนที่มาเสนองาน
เข้าใจธุรกิจคุณจริง หรือแค่จำศัพท์มา ลองถามสามข้อนี้

  1. “จุดคุ้มทุน ROAS ของธุรกิจเราอยู่ที่เท่าไหร่”
    คนที่เข้าใจจะถามมาร์จิ้นก่อนตอบ
    คนที่ไม่เข้าใจจะตอบเป็นตัวเลขกลาง ๆ ทันที
  2. “conversion ที่เราจะวัด นับตั้งแต่ตอนไหน”
    คำตอบที่ดีจะแยกให้เห็นว่าอันไหน คือ กรอกฟอร์ม
    อันไหน คือ ปิดการขาย
    และจะไม่รวมสองอย่างนี้เข้าด้วยกันในรายงานเดียว
  3. “ถ้าคนอ่านคำตอบจาก
    AI แล้วไม่คลิกเข้าเว็บ เราจะวัดผลยังไง”

    คำถามนี้แยกคนที่ตามเรื่องปี 2026
    ทันกับคนที่ยังทำงานด้วยกรอบเดิมได้ค่อนข้างชัด

 

คำถามที่พบบ่อย

ศัพท์การตลาดที่ต้องรู้จริง ๆ มีกี่คำ
สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่ได้ลงมือทำเอง
ประมาณ 15 คำพอ คำในหมวดวางแผน
กับหมวดอ่านรีพอร์ตทั้งหมด
ที่เหลือเปิดกลับมาดูตอนเจอก็ได้

AEO กับ SEO ต่างกันอย่างไร
SEO ทำให้เว็บติดอันดับในหน้าผลค้นหา AEO
ทำให้คอนเทนต์ถูกหยิบไปเป็นคำตอบ
ไม่ว่าคนจะคลิกเข้าเว็บหรือไม่
ทั้งสองอย่างทำไปด้วยกันได้ และควรทำด้วยกัน

CAC กับ CPA ต่างกันอย่างไร
CPA คือต้นทุนต่อ conversion หนึ่งครั้ง
ซึ่ง conversion อาจเป็นแค่การกรอกฟอร์ม
ส่วน CAC คือ ต้นทุนได้ลูกค้าที่จ่ายเงินจริงหนึ่งคน
และรวมค่าใช้จ่ายทั้งฝ่ายการตลาด และฝ่ายขาย
CAC จึงสูงกว่า CPA เกือบทุกครั้ง

ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าคุ้ม
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
ให้เอา 1 หารด้วยมาร์จิ้นขั้นต้นของสินค้า
เพื่อหาจุดคุ้มทุนของตัวเองก่อน แล้ววัดจากตรงนั้น

ถ้าจ้างเอเจนซีอยู่แล้ว ต้องรู้ศัพท์พวกนี้ไหม
ไม่ต้องรู้ทั้งหมด แต่ควรรู้พอที่จะถามกลับได้
เวลาตัวเลขในรายงานดูดีเกินจริง
งานของเอเจนซีที่ดีคือทำให้คุณเข้าใจ
ไม่ใช่ทำให้คุณทึ่ง

 

 

สรุป

แต่ต้องบอกว่าศัพท์การตลาด ที่เรารวบรวมในบทความนี้
ไม่ใช่เพียงคำศัพท์ที่ต้องท่องจำ แต่เป็นกุญแจสำคัญ
ที่เปิดประตูสู่โลกการตลาดยุคใหม่

การเข้าใจภาษาเฉพาะทางเหล่านี้ช่วยให้นักการตลาด
และเจ้าของธุรกิจสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด การติดตาม
และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
คือ หัวใจของความสำเร็จในอนาคต

แต่ถ้าจะจำแค่สามคำจากบทความนี้
ให้จำ Keyword Intent (เพื่อไม่ทำคอนเทนต์ผิดกลุ่ม),
CAC กับ LTV (เพื่อรู้ว่ากำไรจริงหรือเปล่า)
และ AEO/GEO (เพื่อไม่ตกขบวนวิธีที่คนค้นข้อมูลในปีนี้)

อยากได้เว็บที่คนค้นเจอ และคอนเทนต์
ที่ AI ยกไปอ้างถึงด้วย — คุยกับทีมเราได้
เราดูให้ฟรีว่าตอนนี้เว็บคุณติดตรงไหน

 

อ่านต่อ: SWOT Analysis · Long-tail Keyword คืออะไร · ROAS คืออะไร · B2B vs B2C

Written by

Nina Wongsakul

นีน่า วงศ์สกุล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและนักวางกลยุทธ์เนื้อหาที่ Yes Web Design Studio ในกรุงเทพฯ ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน SEO การออกแบบเว็บไซต์ และการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI เธอช่วยให้ธุรกิจไทยและต่างประเทศสร้างตัวตนออนไลน์ที่แข็งแกร่ง

Stop letting your competitors outrank you.