รู้จักการตลาดสายมู (Muketing) กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าสินค้า

การตลาดสายมู - numerology-concept-composition (1)-min (1)

Share this article

เมื่อโลกการตลาดหมุนไปอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว ความเชื่อ ความศรัทธา และความรู้สึกกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ นี่คือที่มาของ “การตลาดสายมู” หรือ Muketing ปรากฏการณ์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวงการธุรกิจไทย

 

 

การตลาดสายมู คืออะไร?

 

การตลาดสายมู คืออะไร?

 

การตลาดสายมู หรือ Muketing มาจาก คำว่า Mutelu หรือ มูเตลู และ Marketing รวมเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อทางจิตวิญญาณกับการตลาด เป็นกลยุทธ์ที่นำศาสตร์ความเชื่อต่าง ๆ เช่น โหราศาสตร์ ฮวงจุ้ย ตัวเลขมงคล สี และพลังงาน มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบผลิตภัณฑ์และการสื่อสารแบรนด์

การตลาดรูปแบบนี้เป็นมากกว่าการขายสินค้า หรือประโยชน์ทางกายภาพ แต่เน้นการสร้างคุณค่าทางจิตใจและความเชื่อให้ลูกค้า ซึ่งเป็นการขายของที่ไม่เพียงแต่ได้สินค้า แต่ได้รับพลังงานบวก โชคลาภ หรือความเป็นสิริมงคลติดไม้ติดมือกลับไปด้วย

 

 

จุดกำเนิดของ Muketing

 

การตลาดสายมูไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นวิวัฒนาการของความเชื่อที่มีมาแต่โบราณในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องโชคลาง เครื่องรางของขลัง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมมาช้านาน

ในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ผู้คนเผชิญกับความไม่แน่นอนในชีวิต จึงหันไปพึ่งพาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจมากขึ้น เทรนด์ Muketing จึงเข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงกว้าง

หลาย ๆ ธุรกิจเริ่มเห็นว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเรื่อง “ความเชื่อ” เป็นจุดขายที่ทรงพลัง เพราะเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคได้ลึกซึ้งกว่าการนำเสนอคุณสมบัติสินค้าแบบตรงไปตรงมา

 

 

แนวคิด Muketing เป็นยังไง?

 

แนวคิดหลักของกลยุทธ์นี้คือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสินค้ากับความเชื่อที่มีอยู่แล้วในสังคม โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเชื่อใหม่ แต่อาศัยความเชื่อที่มีอยู่แล้วมาต่อยอดเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด โดยสร้างเรื่องราวและเชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึก ทำให้สินค้าหรือบริการมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าประโยชน์พื้นฐาน 

แก่นสำคัญของ Muketing ไม่ใช่แค่การขายความเชื่อ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับความหวัง ความฝัน และความปรารถนาลึก ๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการความมั่งคั่ง สุขภาพที่ดี ความรัก หรือความสำเร็จในชีวิต

 

 

ทำไมกลยุทธ์ Muketing ถึงมาแรง

 

กระแสการตลาดสายมูเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยปัจจัยหลายประการ

ความต้องการที่พึ่งพิงทางใจ –  ความเชื่อและความศรัทธากลายเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับผู้คนที่กำลังเผชิญความเครียดและความไม่แน่นอนในยุคปัจจุบัน

 

การสร้างมูลค่าเพิ่ม – สินค้าที่มีเรื่องราวความเชื่อแฝงอยู่สามารถตั้งราคาได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป เพราะผู้บริโภคยินดีจ่ายเพิ่มเพราะรู้สึกได้รับคุณค่ามากกว่าแค่สินค้า

 

การเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย – แบรนด์สามารถเป็นที่รู้จักได้จากการแชร์ต่อในเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อและประสบการณ์เหนือธรรมชาติ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจอยู่เสมอ

 

ความแตกต่างในตลาด – ในยุคที่สินค้ามีความคล้ายคลึงกัน การใช้มิติความเชื่อทำให้แบรนด์โดดเด่นและจดจำได้ง่าย

 

การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น – Muketing คือกลยุทธ์การตลาดที่อิงกับความเชื่อพื้นถิ่น ซึ่งสามารถช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้บริโภคในพื้นที่นั้น ๆ ได้

 

 

 

กลุ่มเป้าหมายของ Muketing เป็นแบบไหน

 

ผู้ที่ตอบรับกับการตลาดสายมูมีหลากหลายกลุ่ม ไม่จำกัดเพียงคนที่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์อย่างจริงจัง

กลุ่มคนที่เชื่อในเรื่องโชคลาง – คนที่มีความเชื่อเรื่องพลังเหนือธรรมชาติและศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ตอบรับการตลาดสายมู

คนรุ่นใหม่ที่เปิดรับความเชื่อ – คนรุ่นใหม่หลายคนแม้จะได้รับการศึกษาสูง แต่ก็ยังคงสนใจเรื่องราวลึกลับและพร้อมจะทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะถ้ามีการนำเสนอที่ทันสมัยและสร้างสรรค์

ผู้บริโภคที่ต้องการความพิเศษ – ผู้ที่ต้องการสินค้าที่มีเอกลักษณ์และมีเรื่องราวน่าสนใจ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้สินค้าดูมีคุณค่าและความหมายมากขึ้น

ผู้ประกอบการและคนทำงาน – คนที่ต้องเผชิญกับความกดดันและการแข่งขันในชีวิตประจำวัน มักมองหาสิ่งที่จะช่วยเสริมความมั่นใจและโชคดีในอาชีพการงาน

ผู้มีกำลังซื้อ – การตลาดสายมูมักมาพร้อมกับราคาที่สูงขึ้น จึงเหมาะกับผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและพร้อมจะจ่ายเพื่อซื้อคุณค่าทางจิตใจ

 

 

กลยุทธ์การทำ Muketing ให้ได้ผลจริง

 

กลยุทธ์การทำ Muketing ให้ได้ผลจริง

 

การนำศาสตร์ความเชื่อมาใช้ร่วมกับการออกแบบแบรนด์

การออกแบบโลโก้ เลือกฟอนต์ และกำหนดอัตลักษณ์แบรนด์โดยอิงกับศาสตร์ต่าง ๆ เช่น ตำแหน่งที่ตั้งร้านตามหลักฮวงจุ้ย การเลือกใช้สัญลักษณ์มงคลในโลโก้ การออกแบบพื้นที่ร้านให้มีพลังงานที่ดี

 

การตั้งชื่อสินค้า / ตัวเลขมงคล / สีเสริมดวง

การเลือกชื่อที่มีความหมายดี การใช้ตัวเลขมงคลในราคาหรือรหัสสินค้า และการเลือกสีที่เสริมดวงตามหลักโหราศาสตร์ เป็นวิธีที่ธุรกิจใช้ดึงดูดลูกค้า

 

การใช้บุคคลหรืออินฟลูเอนเซอร์สายมูช่วยโปรโมท

การร่วมมือกับหมอดู นักพยากรณ์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความเชื่อ ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและขยายฐานลูกค้า

 

Brand Storytelling ที่สะท้อนความเชื่อ

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อถึงความเชื่อและการสร้างเรื่องราวที่เชื่อมโยงสินค้ากับพลังพิเศษหรือความศักดิ์สิทธิ์ ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าสนใจ

 

 

อยากเริ่มต้นทำธุรกิจสายมูต้องเริ่มยังไง?

 

ศึกษาความเชื่อให้ลึกซึ้ง – เรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ ฮวงจุ้ย หรือตำราพลังงาน เพื่อนำไปใช้อย่างถูกต้องและมีความน่าเชื่อถือ

 

วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย – ทำความเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้ามีความเชื่ออะไร หรือสนใจศาสตร์ใดเป็นพิเศษ เพื่อออกแบบสินค้าและการสื่อสารให้ตรงใจ

 

สร้างความแตกต่าง – หากลมุมที่ยังไม่มีคู่แข่ง หรือนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างจากที่มีอยู่ เช่น ผสมผสานความเชื่อตะวันออกกับตะวันตก หรือนำความเชื่อโบราณมาปรับให้ทันสมัย

 

ออกแบบอย่างพิถีพิถัน – ทุกองค์ประกอบของแบรนด์ควรสอดคล้องกับความเชื่อที่นำเสนอ ตั้งแต่ชื่อ โลโก้ สี บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการตกแต่งร้าน

 

สร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ – พัฒนาเรื่องเล่าเกี่ยวกับที่มาของสินค้า ความพิเศษ หรือพลังที่แฝงอยู่ เพื่อสร้างคุณค่าและความเชื่อมโยงทางอารมณ์

 

ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ – ทำงานร่วมกับหมอดู นักพยากรณ์ หรือผู้รู้ในศาสตร์นั้นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและขยายฐานลูกค้า

 

สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ – ใช้โซเชียลมีเดียเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ พร้อมเคล็ดลับและความรู้ที่เป็นประโยชน์

 

จัดกิจกรรมพิเศษ – สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ เช่น การดูดวง พิธีเสริมดวง หรือเวิร์คช็อปเกี่ยวกับศาสตร์ต่าง ๆ

 

 

 

ตัวอย่างแบรนด์ดังที่ใช้แนวคิด Muketing

 

L’Oreal  – แนะนำสีลิปสติกตามวันเกิด ตามความเชื่อของคนไทยว่าแต่ละสีจะมีบุคลิกเฉพาะตัวของผู้ที่เกิดในแต่ละวัน

 

Nestlé – แคมเปญ ‘ลุ้นรวย 2 ต่อ แจกทองมหามงคล’ โดยมาพร้อมกับข้อเสนอพิเศษในการซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับทองคำ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นและดึงดูดลูกค้าที่ชอบเสี่ยงโชคและความมงคลในการซื้อสินค้า

 

Line – Line ได้สร้างบริการ Line ดูดวง ที่ให้ผู้ใช้สามารถเช็กดวงรายวัน เสี่ยงเซียมซี หรือแม้แต่การซื้อ วอลเปเปอร์เสริมดวง เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับความเชื่อในเรื่องโชคลาภและการเสริมดวงส่วนตัวผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน 

 

Maybelline – ลิปสติกรุ่น Limited Edition ที่ถูกออกแบบและเลือกสีตาม 12 ราศี เพื่อเสริมดวงและเสริมความมั่นใจให้กับลูกค้าแต่ละราศี 

 

 

ข้อควรระวังในการใช้ Muketing

 

แม้การตลาดสายมูจะมีพลังในการดึงดูดลูกค้า แต่ก็มีข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง ดังนี้

ความสมดุลระหว่างความเชื่อกับคุณภาพสินค้า – ไม่ควรเน้นแต่ความเชื่อจนลืมพัฒนาคุณภาพสินค้า ลูกค้าอาจถูกดึงดูดด้วยเรื่องราวความเชื่อในครั้งแรก แต่จะกลับมาซื้อซ้ำเพราะคุณภาพที่ดี

ธุรกิจควรเคารพความเชื่อส่วนบุคคลที่ลูกค้ามี – นำเสนอความเชื่อด้วยความเคารพและจริงใจ ไม่ล้อเลียนหรือทำให้ดูไร้สาระ เพราะอาจสร้างความไม่พอใจในกลุ่มที่ศรัทธาอย่างจริงจัง

ระมัดระวังการโฆษณาเกินจริง – ระวังการสร้างความคาดหวังที่เกินจริง เช่น สัญญาว่าสินค้าจะเปลี่ยนชีวิตหรือนำโชคลาภมาให้อย่างมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่ความผิดหวังและการฟ้องร้องได้

กฎหมายและจรรยาบรรณ – ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาและการอ้างสรรพคุณสินค้า บางประเทศมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางจิตวิญญาณ

การเข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น – หากขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศหรือต่างวัฒนธรรม ต้องเข้าใจว่าความเชื่อบางอย่างอาจไม่เป็นที่ยอมรับหรือมีความหมายต่างกันในแต่ละพื้นที่

 

 

Muketing คือพลังเสริมการตลาดในยุคใหม่

 

Muketing ไม่ได้ปฏิเสธการตลาดแบบดั้งเดิมที่เน้นเหตุผลและประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นการเสริมมิติทางอารมณ์และความรู้สึกเข้าไป ทำให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมีทั้งส่วนที่เป็นเหตุผลและความรู้สึก ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Muketing มักนำเสนอทั้งคุณภาพที่จับต้องได้และคุณค่าทางจิตใจ เช่น ร้านอาหารเพื่อสุขภาพที่นำเสนอว่าวัตถุดิบปลูกตามจันทรคติเพื่อให้มีพลังงานสูงสุด พร้อมไปกับการรับรองโดยนักโภชนาการว่ามีคุณค่าทางอาหารสูง

 

 

Muketing จะเป็นยังไงต่อไปในอนาคต?

 

การตลาดสายมูมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนแสวงหาความหมายและการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งกว่าวัตถุนิยม แนวโน้มที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานเทคโนโลยีกับความเชื่อมากขึ้น ความเชื่อที่หลากหลายกว่าเดิมที่ไม่จำกัดเพียงความเชื่อในท้องถิ่น แต่รวมถึงการผสมผสานความเชื่อจากทั่วโลก

นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มสำคัญที่เราจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้ ได้แก่

  • การผสมผสานเทคโนโลยีกับความเชื่อโบราณ
  • การเชื่อมโยงกับกระแส Wellness และจิตวิทยาเชิงบวก
  • ความเชื่อที่หลากหลายและการขยายตัวสู่ตลาดสากล
  • การใช้ข้อมูลและการวิจัยสนับสนุนเพื่อสนับสนุนความน่าเชื่อถือ

 

 

สรุป

 

การตลาดสายมู หรือ Muketing เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยข้อมูลและตรรกะ ผู้บริโภคยังคงแสวงหาความหมายที่ลึกซึ้งและการเชื่อมโยงกับมิติทางจิตวิญญาณ ความสำเร็จของ Muketing ไม่ได้อยู่ที่การขายความเชื่อ แต่อยู่ที่การเข้าใจว่าการตัดสินใจซื้อของมนุษย์นั้นมีทั้งส่วนที่เป็นเหตุผลและอารมณ์ความรู้สึก

ธุรกิจที่เข้าใจแก่นแท้นี้และนำไปประยุกต์ใช้อย่างมีวิสัยทัศน์ จริงใจ และเคารพในความเชื่อของผู้บริโภค จะสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าการตลาดรูปแบบเดิมๆ พร้อมก้าวไปสู่ความสำเร็จในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่ซื้อความรู้สึกและความหมายที่มาพร้อมกับมัน

หากคุณกำลังมองหาความช่วยเหลือในด้านการตลาดดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจของคุณ เราขอแนะนำให้คุณติดต่อ Yes Web Design Studio.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Marketing Strategy

Marketing Strategy ต่างจาก Marketing Plan ยังไง?

Marketing Strategy = ภาพรวมเป้าหมายและทิศทาง Why และ What. Marketing Plan = แผนปฏิบัติเชิงลึก How และ When. Strategy ก่อน Plan ตาม Strategy ใช้ 3-5 ปี Plan ใช้ 6-12 เดือน

Framework Marketing Strategy ที่นิยม?

1. STP คือ Segmentation, Targeting, Positioning 2. 7Ps Marketing Mix 3. SWOT Analysis 4. Porter Five Forces 5. AARRR Pirate Metrics สำหรับ SaaS 6. Jobs-To-Be-Done JTBD 7. Blue Ocean Strategy

สร้าง Marketing Strategy เริ่มต้นยังไง?

1. กำหนด Business Goals 2. วิเคราะห์ Target Customer สร้าง Persona 3. ศึกษาคู่แข่ง 4. กำหนด USP จุดเด่น 5. เลือก Marketing Channels 6. วาง Budget 7. วัดผลด้วย KPIs ที่ชัดเจน 8. Iterate และปรับปรุง

SME ไทยควรเน้น Marketing Channel ไหน?

1. SEO + Content Marketing สำหรับ Long-term ROI 2. Facebook/Instagram Ads สำหรับ Quick Win 3. LINE OA สำหรับ Customer Service 4. TikTok สำหรับ Brand Awareness ใหม่ๆ 5. Email Marketing สำหรับ Existing Customers

Written by

Nina Wongsakul

นีน่า วงศ์สกุล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและนักวางกลยุทธ์เนื้อหาที่ Yes Web Design Studio ในกรุงเทพฯ ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน SEO การออกแบบเว็บไซต์ และการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI เธอช่วยให้ธุรกิจไทยและต่างประเทศสร้างตัวตนออนไลน์ที่แข็งแกร่ง

Stop letting your competitors outrank you.