Zapier คืออะไร? ตัวเชื่อมแอปอัตโนมัติที่ต้องรู้

ทำความรู้จักกับ Zapier

Share this article

ในยุคดิจิทัลที่แอปพลิเคชันต่าง ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานประจำวัน การเชื่อมต่อและทำให้แอปเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งที่หลายคนตามหา Zapier คือคำตอบสำหรับปัญหานี้ โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้ทำงานแบบอัตโนมัติได้อย่างลื่นไหล บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Zapier ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการใช้งานจริง พร้อมเคล็ดลับและข้อควรระวังที่จะช่วยให้คุณเริ่มต้นใช้งานได้อย่างมั่นใจ

 

 

ทำความรู้จักกับ Zapier

 

ทำความรู้จักกับ Zapier

 

Zapier เป็นแพลตฟอร์ม automation ที่ช่วยเชื่อมต่อแอปพลิเคชันต่าง ๆ ให้ทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ชื่อ “Zapier” มาจากคำว่า “Zap” ซึ่งหมายถึงการกระทำอัตโนมัติที่เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น เช่น เมื่อได้รับอีเมลใหม่ ระบบจะบันทึกข้อมูลลงในสเปรดชีตโดยอัตโนมัติ

การทำงานของ Zapier อยู่บนหลักการง่าย ๆ คือ “If this, then that” หรือ “ถ้าเกิดสิ่งนี้ขึ้น ให้ทำสิ่งนั้น” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สร้างขั้นตอนการทำงานแบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องมีทักษะการเขียนโค้ด

 

 

Zapier ทำงานอย่างไร?

 

Zapier ทำงานอย่างไร?

 

หลักการเชื่อมต่อแอปผ่าน Zap

Zapier ทำงานผ่านสิ่งที่เรียกว่า “Zap” ซึ่งเป็นชุดคำสั่งอัตโนมัติที่เชื่อมแอปต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยแต่ละ Zap ประกอบด้วยสองส่วนหลักคือ:

Trigger (ตัวกระตุ้น): เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแอปหนึ่ง เช่น

  • ได้รับอีเมลใหม่
  • มีลูกค้าใหม่ในระบบ CRM
  • ไฟล์ใหม่ถูกอัปโหลดขึ้น Google Drive 

เมื่อ Trigger ทำงาน ระบบจะเริ่มกระบวนการโดยอัตโนมัติ 

Action (การกระทำ): สิ่งที่ Zapier จะทำในแอปอื่นตามที่ตั้งค่าไว้ เช่น

  • ส่งข้อความแจ้งเตือนใน Slack
  • บันทึกข้อมูลลง Google Sheets
  • สร้างงานใหม่ใน Trello หรือ Notion

 

 

วิธีตั้งค่า Workflow อัตโนมัติ

 

วิธีตั้งค่า Workflow บน Zapier อัตโนมัติ

 

 การตั้งค่า Zap ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานการเขียนโค้ด และสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  1. เลือก Trigger App: เริ่มจากเลือกแอปต้นทาง เช่น Gmail, Salesforce หรือ Facebook Lead Ads จากนั้นเลือกเหตุการณ์ที่จะเป็นตัวกระตุ้น เช่น “New Email” หรือ “New Contact” 
  2. เชื่อมต่อบัญชี:  ทำการเข้าสู่ระบบและยืนยันสิทธิ์ (Authenticate) เพื่อให้ Zapier เข้าถึงข้อมูลของแอปนั้น ๆ ได้ โดยระบบจะขอเพียงสิทธิ์ที่จำเป็น เช่น การอ่านอีเมลหรือเพิ่มแถวในสเปรดชีต 
  3. เลือก Action App: กำหนดแอปปลายทางที่ Zapier จะส่งข้อมูลไป เช่น Google Sheets, Slack, Notion หรือ Mailchimp พร้อมเลือกประเภทของ Action เช่น “Create Spreadsheet Row” หรือ “Send Email” 
  4. แมปข้อมูล (Map Data): นำข้อมูลจาก Trigger มาใส่ในฟิลด์ของ Action เช่น ชื่อและอีเมลของลูกค้าในอีเมลใหม่ → นำไปบันทึกใน CRM หรือส่งต่อให้ทีมงาน

 

 

แอปพลิเคชันที่รองรับและความหลากหลายของ Zapier

 

รายชื่อแอปยอดนิยมที่เชื่อมต่อได้

Zapier รองรับการเชื่อมต่อกับแอปมากกว่า 7,000 ตัว ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ของเครื่องมือดิจิทัล

หมวด CRM และ Sales: Gmail, Outlook, HubSpot, Salesforce, Pipedrive, Zoho CRM และ ActiveCampaign เป็นต้น

หมวด Project Management: Trello, Asana, Monday.com, Notion, ClickUp, Basecamp และ Slack

หมวด E-commerce: Shopify, WooCommerce, Magento, BigCommerce และ Square

หมวด Marketing: Mailchimp, ConvertKit, Facebook Ads, Google Ads, Instagram และ Twitter

หมวด Finance: QuickBooks, Xero, PayPal, Stripe และ FreshBooks

หมวด Cloud Storage: Google Drive, Dropbox, OneDrive, Box และ AWS S3

 

อ่านบทความเพิ่มเติม : CRM คืออะไร? เราจะใช้ประโยชน์จาก CRM ได้ยังไง

 

 

ตัวอย่างการใช้งานเชื่อมต่อหลายแพลตฟอร์ม

E-commerce Automation

  • บันทึกข้อมูลลูกค้าใน Google Sheets 
  • แจ้งทีมขายใน Slack 
  • สร้างใบเสร็จใน QuickBooks 
  • ส่งอีเมลต้อนรับผ่าน Mailchimp 

การจัดการ Lead

  • เพิ่ม Contact ใน HubSpot 
  • ส่งอีเมลยืนยัน 
  • แจ้งทีมใน Microsoft Teams 
  • เก็บข้อมูลใน Google Analytics 

การจัดการโซเชียลมีเดีย

  • แชร์ลิงก์ไป Facebook, Twitter, LinkedIn 
  • แจ้งทีม Marketing ใน Slack 
  • อัปเดต Google Calendar 

 

 

ประโยชน์ของการใช้ Zapier ในธุรกิจและชีวิตประจำวัน

 

ลดเวลางานซ้ำซ้อน

Zapier ช่วยตัดขั้นตอนที่ต้องทำซ้ำ เช่น คัดลอกข้อมูล ส่งอีเมลตอบกลับ หรืออัปเดตสถานะงาน จากการศึกษาพบว่า พนักงานใช้เวลากว่า 40% ไปกับงานซ้ำ และ 21% กับการสลับแอป การทำ Automation ช่วยให้มีเวลาสำหรับงานที่มีมูลค่ามากกว่า เช่น วิเคราะห์ข้อมูลหรือวางแผนกลยุทธ์

 

เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพ

ข้อมูลจะถูกถ่ายโอนอัตโนมัติ ลดข้อผิดพลาดจากการพิมพ์มือ ระบบยังทำงานได้ตลอด 24 ชม. ไม่ต้องรอคน
เช่น การตอบอีเมล ประมวลผลคำสั่งซื้อ หรืออัปเดตข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์

 

ประสานงานข้ามทีมได้ราบรื่น

ข้อมูลจะอัปเดตพร้อมกันในทุกระบบ ทุกฝ่ายจึงเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ช่วยลดความสับสนในการสื่อสาร

 

 

วิธีเริ่มต้นใช้งาน Zapier สำหรับมือใหม่

 

สมัครและเลือกแพลนที่เหมาะสม

การเริ่มต้นใช้งาน Zapier ทำได้ง่าย เพียงสมัครบัญชีผ่านเว็บไซต์ zapier.com

  • แพลนฟรี: ใช้งานได้ 100 Tasks ต่อเดือน สร้าง Zap ได้สูงสุด 5 ตัว เหมาะกับผู้ใช้งานทั่วไปหรือฟรีแลนซ์ 
  • แพลนชำระเงิน:  เริ่มต้นที่ $19.99/เดือน (750 Tasks ไม่จำกัดจำนวน Zap)
  • Team ($399/เดือน): สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีหลายผู้ใช้
  •  Professional ($49/เดือน): สำหรับทีมขนาดกลาง

 

การสร้าง Zap ครั้งแรก

 

  1. คลิก “Create Zap” บน Dashboard – เพื่อเริ่มตั้งค่า Workflow อัตโนมัติ
  2. เลือกแอปสำหรับ Trigger –  เช่น Gmail → ตั้งค่า Trigger Event เป็น “New Email”
    จากนั้นเชื่อมบัญชี Gmail กับ Zapier
  3. ทดสอบ Trigger – ให้ Zapier ดึงตัวอย่างข้อมูลจากอีเมลล่าสุดมาแสดง เพื่อใช้ในการตั้งค่าขั้นต่อไป
  4. เลือกแอปสำหรับ Action – เช่น Google Sheets → ตั้งค่า Action Event เป็น “Create Spreadsheet Row”
  5. ตั้งค่า Action Setup – เลือกไฟล์ Google Sheets ที่ต้องการ และแมปข้อมูลจากอีเมล เช่น ชื่อผู้ส่ง หัวข้อ และข้อความ ไปยังคอลัมน์ที่เหมาะสม
  6. ทดสอบ Action – ตรวจสอบว่าข้อมูลถูกบันทึกลงในสเปรดชีตถูกต้องหรือไม่
  7. เปิดใช้งาน Zap – หากทุกอย่างถูกต้อง ให้คลิก “Turn on Zap” เพื่อเริ่มใช้งานอัตโนมัติทันที

 

 

คำแนะนำเพื่อการใช้งานที่คุ้มค่า

 

  • เริ่มจาก Workflow ง่าย ๆ – สร้าง Zap จากงานที่ทำซ้ำบ่อย เช่น การคัดลอกข้อมูล หรือส่งอีเมลอัตโนมัติ 
  • วางแผนก่อนสร้าง Zap –  เขียนลำดับขั้นตอน และแอปที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มลงมือ เพื่อประหยัดเวลาในการแก้ไข 
  • ติดตามและปรับปรุง – ตรวจสอบผลลัพธ์และปรับปรุง Zap ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทำงาน 
  • เตรียมแผนสำรอง – หาก Zap ล่ม ควรมีวิธีแจ้งเตือนหรือ Workflow สำรอง เพื่อให้ธุรกิจไม่สะดุด 
  • สร้าง Zap ที่ให้ผลตอบแทนสูง – เน้น Zap ที่ช่วยประหยัดเวลามาก และใช้ซ้ำบ่อย เช่น การจัดการลีด การประมวลผลออเดอร์ หรือการรายงานอัตโนมัติ

 

 

สรุป

Zapier คือเครื่องมือที่ทุกทีมในองค์กรใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายขาย การตลาด หรือบัญชี ยิ่งให้พนักงานได้ลองใช้และสร้าง Zap เอง ยิ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมทั้งองค์กร

ในอนาคต ทักษะด้าน Automation จะกลายเป็นพื้นฐานของการทำงาน การเริ่มต้นเรียนรู้และใช้ Zapier ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้คุณพร้อมก้าวนำคู่แข่ง และใช้เวลาทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น

หากธุรกิจของคุณต้องการคำปรึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเว็บไซต์ การวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ หรือการนำโซลูชัน AI มายกระดับการทำงาน เราพร้อมให้บริการรับทำเว็บไซต์ ครบวงจร โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Yes Web Design Studio.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Zapier

Zapier ราคาเท่าไหร่?

Free Plan: 100 tasks/เดือน, Starter $19.99/เดือน, Professional $49/เดือน, Team $69/เดือน, Company Custom แต่ละแผนต่างกันที่จำนวน Tasks, Multi-step Zaps และ Premium Apps

Zapier ทำอะไรได้บ้าง?

เชื่อมแอป 6,000+ แอป เช่น Gmail, Slack, Trello, Google Sheets, Shopify, Mailchimp, Salesforce ทำ Trigger-Action เช่น มีอีเมลใหม่ → บันทึกใน Sheets → แจ้งเตือน Slack ทำงานอัตโนมัติแบบไม่ต้องเขียนโค้ด

Zapier ดีกว่า Make.com (Integromat) ไหม?

Zapier ใช้งานง่ายกว่า มี Apps มากกว่า แต่แพงกว่า Make.com ราคาถูกกว่า มี Visual Workflow ที่ซับซ้อนได้ดีกว่า เหมาะสำหรับ Workflow ขั้นสูง สำหรับมือใหม่แนะนำ Zapier

ใช้ Zapier โดยไม่ต้องเขียนโค้ดจริงไหม?

จริง 100% Zapier ออกแบบมาเป็น No-Code Tool คุณแค่เลือก Trigger (เช่น มีอีเมลใหม่) แล้วเลือก Action (เช่น สร้าง Row ใน Sheets) ตั้งค่าเสร็จภายในไม่กี่นาที

Written by

Nina Wongsakul

นีน่า วงศ์สกุล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัลและนักวางกลยุทธ์เนื้อหาที่ Yes Web Design Studio ในกรุงเทพฯ ด้วยความเชี่ยวชาญด้าน SEO การออกแบบเว็บไซต์ และการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI เธอช่วยให้ธุรกิจไทยและต่างประเทศสร้างตัวตนออนไลน์ที่แข็งแกร่ง

Stop letting your competitors outrank you.