ในปัจจุบันเฟซบุ๊กไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สำหรับพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นช่องทางสำคัญสำหรับธุรกิจในการทำการตลาดออนไลน์ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเพจบนเฟซบุ๊กสามารถขึ้นในผลการค้นหาของ Google ได้ ซึ่งถ้าเพจของคุณติดอันดับต้น ๆ บน Google ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ๆ ได้มากขึ้น และบทความนี้จะแนะนำ 9 วิธีการทำ SEO บน Facebook เพื่อให้เพจของคุณติดอันดับบน Google อย่างมีประสิทธิภาพ
SEO Facebook คืออะไร? ทำไมสำคัญต่อธุรกิจ
รูปภาพจาก : Social Champ
SEO Facebook คือการปรับแต่งองค์ประกอบต่าง ๆ บนเพจให้ติดอันดับบน Google ทั้งช่วยเพิ่มยอดการเข้าชมเพจ เพิ่มโอกาสในการแปลงผู้เข้าชมเป็นลูกค้าได้ด้วยเทคนิคต่าง ๆ มาดูกันว่าจะมีเทคนิคอะไรบ้าง
9 วิธีทำ SEO Facebook ให้เพจติดอันดับ Google
1. ตั้งชื่อเพจและปรับ URL เพจให้เป็นมิตรกับ SEO
ตั้งชื่อเพจยังไงดี?
การตั้งชื่อเพจเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำ SEO Facebook เพราะชื่อเพจที่ดีควรสื่อถึงธุรกิจของคุณและมี Keyword สำคัญที่กลุ่มเป้าหมายมักใช้ในการค้นหา เช่น เราคือบริษัทรับทำเว็บไซต์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ จึงเกิดเป็นชื่อเพจ “Yes Web Design Studio | Web Design Company Bangkok” ซึ่งเป็นชื่อเพจที่จดจำง่าย สื่อถึงรูปแบบธุรกิจของเรา และควรมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องที่จะช่วยในการค้นหา
สรุปได้ว่าเทคนิคการตั้งชื่อเพจที่เหมาะกับการทำ SEO มีดังนี้
- ใส่คำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในชื่อเพจ
- มีการระบุพิกัดของธุรกิจ
- ใช้ชื่อที่สื่อถึงจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ของธุรกิจ
- หลีกเลี่ยงการใช้อักขระพิเศษที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ก็ควรระวังไม่ให้ชื่อเพจยาวเกินไป เพราะ Facebook จำกัดชื่อเพจไว้ที่ 75 ตัวอักษร แต่ชื่อที่แสดงบนการค้นหาจะถูกตัดที่ประมาณ 60 ตัวอักษร จึงควรใส่คำสำคัญไว้ในช่วงต้นของชื่อเพจ
URL เพจต้องกระชับ
URL หรือที่อยู่เพจมีความสำคัญมากต่อการทำ SEO เพราะ URL ที่ดีจะช่วยให้ทั้งผู้ใช้และ Google เข้าใจว่าเพจของคุณเกี่ยวกับอะไร Facebook อนุญาตให้คุณกำหนด URL ของเพจได้ด้วยตัวเอง
ซึ่งคุณควรใช้โอกาสนี้ตั้ง URL ให้สอดคล้องกับชื่อธุรกิจและมีคำสำคัญอยู่ด้วย
วิธีตั้งค่า URL Facebook Page ให้ค้นหาเจอง่าย
- ใช้ชื่อแบรนด์หรือธุรกิจของคุณในรูปแบบ เช่น https://www.facebook.com/yeswebdesignstudio/
- เลือก URL ที่สั้น จดจำง่าย และสะกดง่าย
- หลีกเลี่ยงการใช้ตัวเลขหรืออักขระพิเศษที่ไม่เกี่ยวข้องกับแบรนด์
- พยายามให้มีคำสำคัญอยู่ใน URL
เมื่อเลือก URL แล้ว ควรใช้ในทุกช่องทางการสื่อสาร เช่น นามบัตร เว็บไซต์ หรือสื่อโฆษณาต่าง ๆ
เพื่อสร้างความสอดคล้องและช่วยให้ผู้คนจดจำได้ง่าย
2. ใส่ Keyword ที่สำคัญลงในข้อมูลเพจ
การใส่ Keyword ที่สำคัญลงในส่วนข้อมูลเพจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการติดอันดับบน Google ไม่ว่าจะเป็นส่วน About, Bio หรือ Description ซึ่งการเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมควรเริ่มจากการวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายว่ามักค้นหาด้วยคำใดในการเสิร์ชหาสินค้าหรือบริการแบบที่คุณมี โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์คำค้นหาต่าง ๆ เช่น Google Keyword Planner, Ahrefs หรือ SEMrush เพื่อหา Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาสูงแต่การแข่งขันไม่สูงเกินไป
วิธีใส่คีย์เวิร์ดใน About และ Bio สามารถทำได้ดังนี้
- ใส่คำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจในประโยคแรก ๆ ของ About section
- เขียนคำอธิบายธุรกิจที่ชัดเจน ครอบคลุม และมีคำสำคัญแทรกอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ
- ระบุข้อมูลการติดต่อ เวลาทำการ และรายละเอียดสำคัญอื่น ๆ ให้ครบถ้วน
- ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เป็นกันเอง แต่ยังคงมีความเป็นมืออาชีพ
บนเฟซบุ๊กมีช่องกรอกข้อมูลหลายส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมีความสำคัญต่อ SEO ทั้งสิ้น จึงควรกรอกข้อมูลให้ครบไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง หมวดหมู่ธุรกิจ ข้อมูลการติดต่อ เวลาทำการ และรายละเอียดอื่น ๆ
ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่อง SEO แล้ว ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถืออีกด้วย
3. สร้างโพสต์ที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ด
การโพสต์คอนเทนต์คุณภาพสูงอย่างสม่ำเสมอเป็นหัวใจสำคัญของการทำกลยุทธ์นี้ เพราะ Google จะพิจารณาความเคลื่อนไหวและความสดใหม่ของเพจประกอบการจัดอันดับ โพสต์ที่ดีควรมีประโยชน์ต่อผู้อ่าน และมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และต้องมีการใส่ Keyword ในโพสต์ให้เป็นธรรมชาติแต่ไม่มากจนเกินไป
รูปแบบคอนเทนต์ที่ช่วยเพิ่มการมองเห็น เช่น
- โพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรม
- คำแนะนำ หรือเคล็ดลับที่เป็นประโยชน์
- เบื้องหลังการทำงานหรือการผลิตสินค้า
- การถามคำถามเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมจากผู้อ่าน
- วิดีโอสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์
ในการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพควรควบคู่ไปกับความสม่ำเสมอ และการมีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้ติดตามบนเพจ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยส่งผลดีในการจัดอันดับบน Google
4. ใช้ Hashtag เพื่อเพิ่มการเข้าถึงจาก Google
Hashtag คือเครื่องมือที่ช่วยจัดหมวดหมู่เนื้อหาและเพิ่มโอกาสการค้นพบคอนเทนต์ของคุณ แม้ว่าจะเป็นการค้นหาภายใน Facebook มากกว่าก็ตาม แต่ก็สามารถช่วยเสริมการทำ SEO บน Google
ได้เช่นกันเพราะ Google สามารถอ่านและเข้าใจ Hashtag ที่คุณใช้
เลือก Hashtag ยังไงดี?
- ใช้ Hashtag ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและธุรกิจของคุณ
- ผสมผสานระหว่าง Hashtag ที่เป็นที่นิยมกับ Hashtag เฉพาะของแบรนด์
- จำกัดจำนวน Hashtag ไม่ให้มากเกินไป 3-5 hashtag ต่อโพสต์ถือว่าเหมาะสม
- วิเคราะห์ Hashtag ที่คู่แข่งใช้และพิจารณาปรับใช้หากเหมาะสม
ควรสร้าง Hashtag เฉพาะของแบรนด์และใช้อย่างสม่ำเสมอ เช่น ชื่อแบรนด์ สโลแกน หรือชื่อแคมเปญ เพื่อสร้างการจดจำและทำให้ง่ายต่อการรวบรวมคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณ เมื่อมีคนใช้ Hashtag นี้ ก็จะช่วยขยายการเข้าถึงของแบรนด์คุณออกไปได้อีก
ควรระวังว่า แม้ Hashtag จะมีประโยชน์ แต่การใช้มากเกินไปอาจทำให้โพสต์ดูรกและไม่เป็นมืออาชีพ จึงควรเลือกใช้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีกลยุทธ์
5. เขียน ALT Image เพื่อเพิ่มการติดดันดับ SEO
ALT Image หรือ Alternative Text เป็นข้อความที่อธิบายเกี่ยวกับรูปภาพสำหรับผู้ที่ไม่สามารถมองเห็นภาพได้ หรือในกรณีที่รูปภาพไม่สามารถโหลดได้ นอกจากจะช่วยให้เพจของคุณเข้าถึงได้สำหรับผู้พิการทางสายตาแล้ว ยังมีผลต่อการทำ SEO อย่างมาก เพราะ Google จะใช้ข้อมูลนี้ในการเข้าใจเนื้อหาของรูปภาพและจัดหมวดหมู่เพจของคุณ
6. เพิ่ม Backlink ไปยัง Facebook Page
Backlink คือการที่เว็บไซต์อื่น ๆ มีการส่งลิงก์กลับมาหาเว็บไซต์ของเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ Google ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ เพราะยิ่งมี Backlink คุณภาพสูงมาที่เพจของคุณมากเท่าไรก็จะช่วยให้เพจของคุณมีแนวโน้มที่จะติดอันดับมากขึ้นเท่านั้น
ใส่ลิงก์เพจบนเว็บไซต์และแพลตฟอร์มอื่น ๆ ยังไง?
- เพิ่มลิงก์เพจ Facebook ไว้ในเว็บไซต์หลักของธุรกิจ
- แลกเปลี่ยนลิงก์กับพันธมิตรทางธุรกิจ
- โพสต์ลิงก์เพจใน Directory ธุรกิจออนไลน์ เช่น Google My Business, Wongnai หรือ TripAdvisor
- แชร์ลิงก์เพจในกลุ่มหรือชุมชนออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ
- ใส่ลิงก์เพจในอีเมล จดหมายข่าว หรือช่องทางการสื่อสารอื่น ๆ กับลูกค้า
Backlink จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของเพจ พร้อมทั้งทำให้ Google ค้นพบและจัดอันดับเพจของคุณได้เร็วขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญคือควรเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ Backlink จากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณจะมีค่ามากกว่าลิงก์ย้อนกลับจำนวนมากจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ
7. กระตุ้น Engagement และ Conversion บนเพจให้สูงขึ้น
เพิ่ม Engagement ให้ Facebook Page
รูปภาพจาก : Social Champ
การมีส่วนร่วม หรือ Engagement บนเพจเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับทั้ง Facebook และ Google ในการประเมินความนิยมและคุณค่าของเพจ ยิ่งเพจมี Engagement สูง ยิ่งมีโอกาสถูกจัดอันดับสูงในผลการค้นหา
อัลกอริธึม Facebook จะแสดงเนื้อหาที่มี Engagement สูงให้กับผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงแบบออร์แกนิก และเมื่อโพสต์มีการแชร์มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะถูกพบเห็นและลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ
ซึ่งส่งผลดีต่อการทำ SEO
วิธีเพิ่มยอดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์
- สร้างคอนเทนต์ที่กระตุ้นการมีส่วนร่วม เช่น คำถาม โพลล์ หรือการขอความคิดเห็น
- จัดกิจกรรมหรือการแข่งขันที่ต้องมีการมีส่วนร่วม
- ตอบคอมเมนต์และข้อความอย่างรวดเร็วและเป็นกันเอง
- โพสต์ในช่วงเวลาที่กลุ่มเป้าหมายออนไลน์มากที่สุด
- ใช้ภาพและวิดีโอที่ดึงดูดความสนใจ
- แชร์คอนเทนต์ที่มีคุณค่าและตรงกับความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย
เพจที่มีชุมชนแข็งแรงและมีการโต้ตอบกันอย่างสม่ำเสมอจะดึงดูดผู้ติดตามใหม่ได้มากขึ้น และยังส่งสัญญาณเชิงบวกไปยัง Google ว่าเพจของคุณมีประสิทธิภาพและควรได้รับการจัดอันดับที่ดี
กระตุ้น Conversion ด้วย Call to Action
รูปภาพจาก : AdTargeting
Call to Action หรือ CTA คือปุ่มเรียกร้องให้ผู้ใช้ทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมบนเพจ Facebook ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำ SEO เพราะมันจะช่วยกระตุ้นให้ผู้เข้าชมเพจมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาของคุณ ช่วยเพิ่มอัตรา Conversion หรือ การแปลงผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการกดติดตาม ซื้อสินค้า ลงทะเบียน หรือติดต่อธุรกิจ
ซึ่งการใช้ CTA บนเฟซบุ๊กมีให้เลือกหลายรูปแบบ เช่น “ซื้อเลย” “จองตอนนี้” “ติดต่อเรา” “ส่งข้อความ” หรือ “ดาวน์โหลด” เป็นต้น การเลือกใช้ปุ่ม CTA ให้เหมาะสมกับธุรกิจและเป้าหมายของคุณมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ผู้ใช้รู้ว่าพวกเขาควรทำอะไรต่อไปเมื่อเข้าชมเพจของคุณ
8. ใช้ Facebook Notes และหมวดหมู่เพจให้เกิดประโยชน์
Facebook Notes เป็นฟีเจอร์ที่หลายคนมองข้าม แต่มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำกลยุทธ์นี้ เพราะ Notes เปรียบเสมือนเหมือนเป็นบล็อกเล็ก ๆ บนเพจของคุณที่สามารถถูกจัดอันดับใน Google ได้เช่นเดียวกับบทความบนเว็บไซต์
ใช้ Facebook Notes ยังไงให้มีโอกาสติดอันดับบน Google?
- เขียนเนื้อหายาวและมีคุณค่าในรูปแบบ Note
- ใช้หัวข้อและหัวข้อย่อยอย่างเหมาะสม
- ใส่คำสำคัญในหัวข้อและเนื้อหา
- เพิ่มรูปภาพที่เกี่ยวข้องและมีการระบุ Alt text
- ใส่ลิงก์ไปยังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกเพจ
- เขียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างคลังเนื้อหาที่มีคุณค่า
นอกจาก Notes แล้ว การเลือกหมวดหมู่เพจให้เหมาะสมกับธุรกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การเลือกหมวดหมู่ที่ถูกต้องจะช่วยให้ Facebook และ Google เข้าใจว่าธุรกิจของคุณเกี่ยวกับอะไร และจัดหมวดหมู่เพจของได้อย่างถูกต้องในผลการค้นหา
ควรเลือกหมวดหมู่หลักที่ตรงกับธุรกิจของคุณมากที่สุด และเลือกหมวดหมู่ย่อยที่เฉพาะเจาะจงเพิ่มเติม สามารถเลือกได้ถึง 3 หมวดหมู่ และสามารถปรับเปลี่ยนได้หากธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายขอบเขต
9. ตรวจสอบและวิเคราะห์ผลลัพธ์ SEO Facebook อย่างต่อเนื่อง
การทำ SEO ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องมีการตรวจสอบ วิเคราะห์ และปรับปรุงอยู่เสมอ การติดตามผลลัพธ์จะช่วยให้คุณทราบว่ากลยุทธ์ใดที่ได้ผลและควรทำต่อ และกลยุทธ์ใดที่ควรปรับปรุง
เครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์มีอะไรบ้าง?
Facebook Insights – ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมบนเพจ การเติบโตของผู้ติดตาม และประสิทธิภาพของโพสต์
Google Search Console – แสดงว่าเพจของคุณปรากฏในผลการค้นหา Google บ่อยแค่ไหนและด้วยคำค้นหาใด
Google Analytics – วิเคราะห์การเข้าชมเพจจากแหล่งต่างๆ รวมถึงจาก Google Search
SEO Tools – Ahrefs, SEMrush, หรือ Moz สามารถช่วยตรวจสอบ Backlink และวิเคราะห์การจัดอันดับของเพจ
วิธีปรับปรุงกลยุทธ์ SEO ทำได้ยังไงบ้าง?
- ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ เช่น ต้องการเพิ่ม Engagement บนเพจ 15% ในเดือนหน้า
- กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI) เช่น จำนวนการเข้าชมเพจ อัตราการมีส่วนร่วม หรืออันดับในผล-การค้นหา
- วิเคราะห์ข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เช่น สัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละครั้ง
- ทดสอบกลยุทธ์ใหม่ ๆ เช่น รูปแบบคอนเทนต์หรือช่วงเวลาในการโพสต์
- เปรียบเทียบผลลัพธ์กับคู่แข่งและหาโอกาสในการปรับปรุง
จำเป็นต้องเข้าใจว่าการทำกลยุทธ์นี้ต้องใช้เวลาและความอดทน ผลลัพธ์จะไม่เกิดขึ้นทันที แต่หากทำอย่างต่อเนื่องและมีการปรับปรุงกลยุทธ์อยู่เสมอ ในที่สุดเพจของคุณก็จะมีโอกาสปรากฏในหน้าแรกของ Google ได้
สรุป
การทำ SEO Facebook เป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล เมื่อเพจของคุณติดอันดับต้น ๆ บน Google คุณจะได้รับประโยชน์หลายประการ ทั้งความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้น โอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้น และความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
วิธีการทั้ง 9 ข้อที่กล่าวมาจะช่วยให้เพจของคุณมีโอกาสติดอันดับบน Google มากขึ้น แม้อาจต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่หากทำอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ คุณจะเห็นผลลัพธ์ที่คุ้มค่าในที่สุด คือการที่เพจของคุณปรากฏในหน้าแรกของ Google เมื่อมีคนค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ซึ่งจะนำไปสู่การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นและโอกาสทางธุรกิจที่มากขึ้น
เริ่มต้นปรับปรุงเพจตามคำแนะนำเหล่านี้วันนี้ และก้าวสู่การเป็นผู้นำในโลกออนไลน์ด้วยการทำ SEO Facebook ที่มีประสิทธิภาพ การลงทุนเวลาและความพยายามในวันนี้จะส่งผลตอบแทนที่คุ้มค่าในอนาคต
หากเว็บไซต์ของคุณไม่มี Traffic เข้ามาเลย ดูไม่น่าใช้งาน หรือต้องการทำเว็บไซต์ใหม่ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าของคุณ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของ



